CONTACT US
+66 93 6415465

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย แต่พื้นที่กว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 11.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาดินเค็มจากเกลือสินเธาว์ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรในการเพาะปลูกพืช ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหากเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มของตัวเองในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการเพาะปลูก เช่น การเลี้ยงสัตว์น้ำ น่าจะช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาะแวดล้อม เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด และน้ำกร่อย จึงเป็นปลาที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการประกอบอาชีพเลี้ยงปลานิลในพื้นที่ดินเค็ม ปลานิล เป็นปลาน้ำจืดซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันมีบางพื้นที่ที่มีการเลี้ยงปลานิลในพื้นที่ดินเค็มอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการเลี้ยงแบบยังชีพ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา การแสดงออกของลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจของปลานิลที่เลี้ยงในน้ำเค็มที่เกิดจากเกลือสินเธาว์ รวมทั้งชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับระดับความเค็มในแต่ละพื้นที่ ผศ.ดร.เกตุนภัส ศรีไพโรจน์ และ อาจารย์สิทธิชัย ฮะทะโชติ อาจารย์ประจำสาขาทรัพยากรเกษตรชีวภาพ คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จึงได้ร่วมกันทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาการเลี้ยงปลานิลในพื้นที่ดินเค็มที่เกิดจากเกลือสินเธาว์ ศึกษาการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา การแสดงออกของลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจของปลานิล รวมทั้งชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงในแต่ละระดับความเค็มในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลานิลในพื้นที่ดินเค็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังช่วยเพิ่มผลผลิตปลานิลซึ่งเป็นปลาที่มีต้องการของตลาดสูง รวมถึงเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย การทดลองเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของปลานิลที่เลี้ยงในน้ำเค็มที่เกิดจากเกลือสินเธาว์ ได้ทำการทดลองเลี้ยงปลานิล 3 สายพันธุ์ คือพันธุ์จิตรลดา 3…

ปลาดอลลี่ ชื่อปลาที่ทุกคนคุ้นหูกัน ที่ฟังแล้วดูเหมือนปลาทะเลสายพันธ์นอกราคาแพงหายาก ไม่ว่าจะนำมาทำ ต้มยำปลาดอร์ลี่ ปลาดอร์ลี่ลวกจิ้ม หรือเมนูต่างๆ หลากหลายเมนู แต่เพื่อนๆ รู้กันหรือไม่ว่า ปลาดอร์ลี่แท้ที่จริงแล้ว ลักษณะของตัวปลามันเป็นยังไง ปลาดอร์ลี่ ที่มีเนื้อขาว หน้าตาน่าทาน ที่เราเห็นในเมนูในร้านอาหารเกือบทุกร้าน แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือ ปลาสวายขาว แต่คนขายไม่ได้มีจุดประสงค์จะหลอกผู้บริโภค ทุกอย่างเกิดจากความเข้าใจผิด เรื่องราวของปลาสวายขาวเมื่อเข้าสู่วงการถูกเปลี่ยนสายพันธ์ให้เป็น?ปลาดอร์ลี่?มันเป็นอย่างไรนั้น ดูรายละเอียดดังนี้จากการเปิดโปงโดย สรรค์สนธิ บุณโยทยาน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร และข้าราชการบำนาญ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เขียนบทความถึงความเป็นมาจากปลาสวายเนื้อขาว สู่ ปลาดอร์ลี่ ในปัจจุบัน ใจความโดยสรุปนั้น เขาเผยว่า ผู้ขายระบุชื่อว่าเป็น “ปลาดอร์ลี่แล่” กำกับภาษาอังกฤษว่า Pangasius Fillet (Pangasius Hypopthalmus) เป็นการให้ข้อมูลแบบไม่ครบถ้วนอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นปลาทะเล หรือปลาชนิดใหม่ เปรียบเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่อเมริกามีการระบุรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นปลาเลี้ยงจากฟาร์มในประเทศเวียดนาม ใช้ชื่อการค้าว่า Swai จริงๆแล้วคนขายเขาก็ไม่ได้หลอกเพราะเขียนภาษาอังกฤษ พร้อมกำกับด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์ไว้เห็นชัดๆว่าPangasius hypophthalmusแต่ผู้บริโภคทั่วไปไม่ทราบว่านี่คือ ปลาสวายธรรมดา ทั้งนี้ ความเป็นมาของการแปลงปลาสวายให้กลายเป็นปลาเลิศหรูในชื่อ ปลาดอร์ลี่ นั้น มาจากที่ว่าโดยปกติแล้ว เนื้อของปลาดอร์ลี่นั้นจะมีสีเหลืองไม่น่ากิน แต่ปลาดอร์ลี่จากประเทศเวียดนามกลับมีสีขาวอมชมพูน่ารับประทาน คนไทยโดยทั่วไปรังเกียจปลาสวายเพราะเนื้อเหลืองไม่น่ากิน แต่พอไปเจอปลาดอร์ลี่เนื้อออกสีขาวอมชมพูดูสวยงามน่ากิน ก็ยอมจ่ายเงินราคาแพงๆ เพราะคิดว่านี่แหละของดี แต่ที่ไหนได้เข้าใจผิดยิ่งกว่าผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม…

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีประกาศเตือนผู้นิยมเลี้ยงปลาแปลก ปลาหายาก ห้ามเพาะเลี้ยง ซื้อ ขาย เด็ดขาดโดยเฉพาะ “ปลาปิรันยา” ปลาต่างถิ่นซึ่งถือว่าเป็นปลาที่สุดอันตรายหากหลุดรอดไปใตแหล่งน้ำอาจทำลายระบบนิเวศ และเป็นอันตรายต่อประชาชนที่ใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำโดยผู้ ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีปล่อยลงในที่จับสัตว์น้ำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ปลาปิรันยา” เป็นปลาน้ำจืดอยู่ในวงศ์ Serrasalmidae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ พบมากในแม่น้ำอเมซอน ลักษณะรูปร่างและสีสันสวยงาม เกล็ดเป็นสีแดงอมชมพูแวววาวคล้ายกากเพชร โดยตัวโตเต็มวัยมีขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร พบขนาดใหญ่ที่สุด 50 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 3.9 กิโลกรัม มีฟันที่แหลมคมรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ และยังมีกล้ามเนื้อบริเวณกระพุ้งแก้มที่แข็งแรง มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงมากกว่า 20 ตัว กินปลาและสัตว์น้ำได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่เป็นอาหาร โดยจะใช้วิธีล่าเหยื่อด้วยการพุ่งจู่โจมอย่างรุนแรง และรุมกันกัดแทะเหยื่อ ด้วยความรวดเร็ว…

ในช่วงย่างเข้าสู่ฤดูหนาวปลาต่างๆ ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้มักจะเกิดโรคระบาดได้ง่าย ความแข็งแรงและความต้านทานโรคลดลง ปลาจะเครียด ไม่กินอาหาร จึงเป็นช่วงที่ต้องระวังไม่ให้ปลาที่เลี้ยงเป็นโรคระบาดปลา ไม่ว่าจะเป็นโรคจุดขาวในปลาดุก ปลาสวาย โรคหนอนสมอในปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ โรคเห็บปลา ในปลาที่มีเกล็ด ปลาที่มีหนัง เป็นต้น เกษตรกรควรรีบจับปลาที่ไม่เป็นโรคจำหน่ายแม้จะได้ราคาไม่ดี อย่างไรก็ตามหากเกษตกรมีความจำเป็นต้องเลี้ยงปลาต่อไปอีก เราขอแนะนำวิธีดูแลและป้องกันดังนี้ การดูแลและป้องกันโรคที่จะเกิดกับปลาในช่วงฤดูหนาว 1. ลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง เพราะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิในตัวปลาจะลดต่ำลง การเผาผลาญอาหารก็จะต่ำลงไปด้วย 2. พยายามงดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อ และไม่นำน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อ เช่น น้ำในคลอง เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนเข้ามา ถ้าต้องการเปลี่้ยนถ่ายน้ำก็ควรมั่นใจว่าน้ำที่จะเปลี่ยนนั้นสะอาดจริงๆ 3. สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อดินควรรักษาสภาพน้ำให้อยู่ในสภาพดี โดยสาดปูนขาวลงในบ่อ ประมาณ 60-100 กิโลกรัม/บ่อเลี้ยงปลา1ไร่ และใส่ซ้ำอีกในอัตราเดียวกันทุก 3-4 สัปดาห์ 4. ในกรณีที่มีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื่นก้นบ่อ ให้สาดเกลือ 200-300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1ไร่ โดยสาดเกลือบริเวณที่มีแก๊ส 5. สำหรับปลาที่เลี้ยงในกระชังบริเวณน้ำตื้น ควรย้่ายไปอยู่บริเวณน้ำลึก ซึ่งจะเป็นการปรับอุณหภูมิของน้ำเพราะอุณหภูมิน้ำลึกจะสูงกว่า 6. ช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง 7. ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหาร เช่น…

ปลานิลและปลานิลแดงเป็นสัตว์น้ำที่ได้รับการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เพราะมีตลาดรองรับกว้างขวาง ถือว่าเป็นปลาน้ำจืดที่สร้างเม็ดเงินได้มากทำให้มีช่องว่างให้ขยายโอกาสแก่เกษตรกรมือใหม่อีกมาก ดังที่เรารู้กันดีว่าปลานิลเป็นปลาที่เติบโตในแหล่งน้ำจืด เป็นปลาในกลุ่มปลาหมอสี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตอนเหนือของแอฟริกา และถูกนำไปเพาะพันธุ์เลี้ยงเป็นปลาเชิงพาณิชย์ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สามารถหาซื้อปลานิลและปลานิลแดงได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปได้ และส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน อินโดนีเซีย เวียดนามและไทย ปลานิลแดงเป็นปลาลูกผสมจากพันธุ์ปลานิลดั้งเดิมเพศเมียและปลาหมอเทศเพศผู้ จึงมีลักษณะร่วมของทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ มีลักษณะตัวแบบปลานิล และมีปากเฉียงตามแบบของปลาหมอเทศ การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องให้ความสำคัญกับสายพันธุ์ปลาที่เป็นสายพันธุ์ดี โดยสามารถเลือกว่าจะเลี้ยงสายพันธุ์ไทย ที่มีลำตัวสีชมพูแดงปนขาวและมีจุดด่างที่ดำประปราย หรือสายพันธุ์ปทุมธานีที่ทนความเค็มของน้ำได้ เหมาะแก่การเลี้ยงในบ่อกุ้งน้ำกร่อย สีลำตัวจะเป็นสีชมพูปนส้ม ตัวหนาและกว้าง หรือจะเป็นสายพันธุ์ทับทิมที่มีส้มแดง และยังมีสายพันธุ์สเตอริง สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์ไต้หวัน ซึ่งจะต้องทำการศึกษาจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละสายพันธุ์อย่างละเอียด เพื่อจะได้ผลผลิตตอบโจทย์ผู้เพาะเลี้ยงและตลาดมากที่สุด นอกจากการตัดสินใจคัดเลือกสายพันธุ์แล้ว กระบวนการถัดมาคือเรื่องการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะพันธุ์ แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงปลานิลแดงสายพันธุ์ใดก็ตาม ต้องวางแผนเรื่องของบ่อเพาะพันธุ์ไว้ด้วยว่าจะเลี้ยงในบ่อแบบไหน จะเป็นบ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือกระชัง เพราะบ่อแต่ละแบบจะมีขั้นตอนการดูแลในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างกันไป รวมทั้งอัตราการปล่อยปลาในบ่อแต่ละแบบด้วย โดยบ่อดินยังมีแบบบ่อดินดั้งเดิม บ่อดินแบบกึ่งพัฒนา และบ่อดินพัฒนา อีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องจัดการในเรื่องของอาหารและยาให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อความสมบูรณ์ของปลาและความปลอดภัยของผู้บริโภค สำหรับการจับปลาขึ้นมาขายนั้นมักจะจับเมื่อปลามีน้ำหนักตัวประมาณ 4-5 ขีดขึ้นไปซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับตลาดเป้าหมายที่เกษตรกรจะนำส่ง เช่น หากนำส่งอุตสาหกรรมโรงงานผลิตปลาแช่แข็ง…
premjit@nbdc.co.in
+66 93 6415465
488/1, 488/2 Village No. 2 Banrai Huang Ratchaburi Thailand